ทัวร์กัมพูชา เสียมเรียบ-นครวัด-นครธม-โตนเลสาบ 3วัน2คืน #CAMSPW3202

฿

รหัสทัวร์ : CAMSPW3202
แต้มสะสม : 10 แต้ม

จุดเด่นโปรแกรมทัวร์

1.ชมความยิ่งใหญ่ ปราสาทนครวัด 1 ใน 7มหัศจรรย์ของโลก

2.อลังการ! เที่ยวทะเลสาบเขมร โตนเลสาบ ชมวิถีชีวิตลอยน้ำ

3.ชมโชว์การแสดงชุดระบำอัปสร ศิลปะพื้นเมืองของกัมพูชา

    • 10900 ฿
    • 9900 ฿
    • 11900 ฿
    • 10900 ฿
    • 12900 ฿
    • 11900 ฿
    • 13900 ฿
    • 12900 ฿
    • 14900 ฿
    • 13900 ฿
    • 17900 ฿
    • 16900 ฿
    • 3500 ฿
SKU:CAMSPW3202
Category:
Tags:, , , , , , , ,

ทัวร์กัมพูชา เสียมเรียบ-นครวัด-นครธม-โตนเลสาบ 3วัน2คืน #CAMSPW3202

วันแรก      กรุงเทพฯ เสียมเรียบ ล่องเรือโตนเลสาบ ศาลองค์เจ๊ก – องค์จอม ชมโชว์ระบำอัปสรา

07.00 น.     พร้อมกันที่สนามบินนานาชาติดอนเมือง ชั้น 3 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เคาน์เตอร์สายการบินTHAI AIR ASIA เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ คอยให้การต้อนรับ และอำนวยความสะดวกในการเช็คอินโดยสายการบิน THAI AIR ASIA ใช้เครื่อง AIRBUS A319/A320 จำนวน 142-158 ที่นั่งจัดที่นั่งแบบ 3-3  (น้ำหนักกระเป๋า 20 กก./ท่าน หากต้องการซื้อน้ำหนักเพิ่มต้องเสียค่าใช้จ่าย)

10.00 น.    ออกเดินทางสู่ เมืองพนมเปญ โดยสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบินที่ FD 610 (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง)

11.00 น.      เดินทางถึง สนามบินเสียมเรียบ (เสียมราฐ-อังกอร์) ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (เวลาท้องถิ่นที่กัมพูชา เท่ากับประเทศไทย)ท่าอากาศยานนานาชาติเสียมราฐ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สนามบินเสียมราฐ” เป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา (KINGDOM OF CAMBODIA) และเป็นสนามบินที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นที่สุดในประเทศเนื่องจากสนามบินแห่งนี้อยู่ใกล้กับนครวัด ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของกัมพูชา จึงมีเที่ยวบินจากต่างประเทศบินตรงมาลงที่นี่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับสนามบินยังมีความใหม่ โดยเพิ่งได้รับการปรับปรุงและเปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา

กลางวัน      บริการอาหาร ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 1)

โตนเลสาบโตนเล ในภาษาเขมรหมายถึงแม่น้ำใหญ่ ส่วนสาบหมายถึงไม่เค็ม เนื่องจากโตนเลสาบเป็นพื้นที่น้ำท่วมที่เกิดจากแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำเสียมเรียบไหลลงสู่โตนเลสาบ มีพื้นที่มีขนาดใหญ่ประมาณ 2,700 ตร.กม. ในหน้าน้ำน้อย และขนาดใหญ่มากถึง 16,000 ตร.กม. ในหน้าน้ำหลาก พัดพาเอาสายแร่ธาตุไหลล่องมาจากเมืองจีนผ่านแม่น้ำโขงลงพักไว้ที่โตนเลสาบ ก่อนจะไหลออกทะเลจีนใต้ทางตอนใต้ของกัมพูชา ความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ทะเลสาบขนาดที่หน้าน้ำน้อยยังใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตตั้งเกือบ 5 เท่า อีกทั้งยังเป็นแหล่งชุมชนกลางน้ำให้ชาวบ้านได้ปลูกเรือนอยู่อาศัยและใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กลางโตนเลสาบมาเป็นเวลายาวนานอีกด้วย

ศาลองค์เจ๊กองค์จอม เป็นที่รู้จักในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีธิดาอยู่ 2 พระองค์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ มีความสามารถในเรื่องของการรบเป็นอย่างมากเป็นที่เกรงขามของข้าศึกศัตรู เป็นผู้ที่มีจิตใจงดงามเป็นอย่างมากในยามว่างเว้นจากศึกสงคราม หากมีนักโทษคนไหนที่ไม่ได้ทำความผิดที่ร้ายแรงมาก พระองค์ก็จะขออภัยโทษให้  จึงเป็นที่เคารพรัก นับถือของคนในเมืองเสียมเรียบเป็นอย่างมาก  400 ปีต่อมา กัมพูชาเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และได้มีการศึกษาประวัติของเจ้าเจกและเจ้าจอม และเห็นว่าเป็นบุคคลตัวอย่างที่ประพฤติตนดีมาก จึงได้มีการสร้างรูปเคารพ เป็นองค์ใหญ่แทนเจ้าเจก องค์เล็กแทนเจ้าจอม สมัยก่อนเจ้าเจกเจ้าจอมไม่ได้ประดิษฐานอยู่บริเวณนี้ อยู่ในนครวัด คนโบราณเลยย้ายมาอยู่ที่นี่ เพื่อความสะดวกในการเคารพบูชา

เย็น        บริการอาหาร ณ ภัตตาคาร  (มื้อที่ 2 ) บริการอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์ อิ่มอร่อยกับอาหารนานาชาติชนิด พร้อมชมโชว์การแสดงชุดระบำอัปสร ศิลปะพื้นเมืองของกัมพูชาที่เป็นการแสดงที่สวยงาม ให้ทุกท่านได้เก็บภาพเป็นที่ระลึกไว้เป็นความทรงจำที่ดี

จากนั้นนำท่านสู่ที่พัก   พักที่ ROYAL EMPIRE HOTEL //ANGKOR HOLIDAY HOTELหรือเทียบเท่า

วันที่สอง    นครธม –ปราสาทบันทายศรี – ปราสาทบายน – ปราสาทตาพรหม –   นครวัด –ไนท์มาร์เก็ต

เช้า        บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม (มื้อที่ 3)

นครธม นครธมมีความหมายว่าเมืองใหญ่ (ธม แปลว่า ใหญ่) นครธม เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ นครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า ปราสาทบายน และมีพื้นที่สำคัญอื่น ๆ รายล้อมพื้นที่ชัยภูมิถัดไปทางเหนือ จุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่บริเวณนี้ จะเป็นแถวของยักษ์ (อสูร) ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน เมื่อเข้าสู่ใจกลางนครธมจะพบสิ่งก่อสร้างต่างๆ บริเวณประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้ดีกว่าบริเวณอื่น ๆ อีก 3 ด้าน

ปราสาทบันทายศรี (BANTEAY SREI) เป็นปราสาทหินที่ถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ และเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างเสร็จแล้วกว่า 1000 ปี แต่ลวดลายก็ยังมีความคมชัด เหมือนกับสร้างเสร็จใหม่ ๆ ปราสาทบันทายศรีหรือเรียกตามสำเนียงเขมรว่า บันเตียไสร หมายถึง ปราสาทสตรีหรือป้อมสตรี อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบในบริเวณที่เรียกว่า อิศวรปุระ หรือเมืองของพระอิศวรนั่นเอง

ปราสาทบายน ปราสาทบายนอยู่ในบริเวณใจกลางของนครธม สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน ศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปราสาทบายนเป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทบายนถูกสร้างโดยการนำหินมาวางซ้อนๆ กันขึ้นเป็นรูปร่าง แม้จะเป็นปราสาทไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่มี  ความแปลกและดูลี้ลับทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน หากขึ้นไปยืนอยู่ภายในปราสาทนี้ไม่ว่ามุมไหนก็หาได้รอดหลุดพ้นจากสายตาเหล่านี้ได้เลย คนส่วนมากเชื่อกันว่ายิ้มบายนคือการจำลองใบหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มาไว้บนยอดปรางค์ทั้ง 4 ทิศ โดยสายตาที่มองลงต่ำนั้นเป็นการมองราษฎร ส่วนจำนวนปรางค์ 54 ยอดที่มีแต่ดั้งเดิมนั้นแทนจำนวนจังหวัด 54 จังหวัดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปกครองในยุคนั้น

ปราสาทตาพรหม ปราสาทตาพรหมจัดได้ว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทางเข้าประกอบด้วยโคปุระชั้นนอกและชั้นใน บริเวณผนังที่อยู่เชื่อมระหว่างโคปุระชั้นนอกและชั้นในมีการสลักภาพตามคติธรรมของพุทธศาสนานิกายมหายาน ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1729 เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกัน

กลางวัน       บริการอาหาร ณ ภัตตาคาร (มื้อที่ 4)

นครวัด หรือปราสาทนครวัด กันสักครั้ง ปราสาทนครวัด เป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ถูกบันทึกให้เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ “เมืองพระนคร” ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมร ในสมัยที่ยังรุ่งเรือง ในอาณาบริเวณปราสาทอันกว้างใหญ่ ได้ถูกก่อสร้างด้วยหินทรายขนาดมหึมา นำมาเรียงรายต่อกันและสลักลวดลายอย่างงดงาม กว่าจะได้หินมาแต่ละก้อนต้องชักลากมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่าง  ออกไปถึง 50 กิโลเมตร ต้องใช้แรงงานคนและสัตว์มานับไม่ถ้วน ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี การจะนำหินขนาดใหญ่แต่ละก้อนมาสร้างเป็นปราสาทที่งดงามได้ขนาดนี้ จะต้องมีการวางผังแบบแปลนในการก่อสร้างมาเป็นอย่างดี ซึ่งถือได้ว่าเป็นฝีมือของวิศวกรชั้นเอกในสมัยนั้นกันเลยทีเดียว ตัวปราสาทสูง 60 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล ล้อมรอบด้วยปราสาท 5 หลัง มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบอย่างของมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ กำแพงด้านนอกล้วนแต่เป็นงานแกะสลักเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และเรื่องราวจากวรรณคดีเรื่อง รามายณะ รูปแกะสลักที่มีชื่อที่สุดก็คือรูปที่เทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระสุเมรุ และยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรอีกถึง 1,635 นาง ที่ทั้งหมดแต่งกายและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย ลองหาดูกันให้ดีๆ จะมีนางอัปสรที่ยิ้มเห็นฟันเพียงองค์เดียวเท่านั้น ปราสาทนครวัดได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชานั่นเอง

อังกอร์ ไนท์ มาร์เก็ต (ANGKOR NIGHT MARKET) อิสระให้ท่านได้เที่ยวชมพร้อมเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองที่มีให้เลือกมากมายหลายอย่างได้ตามอัธยาศัย

เย็น        บริการอาหาร ณ ภัตตาคาร  (มื้อที่ 5 )

จากนั้นนำท่านสู่ที่พัก   พักที่ ROYAL EMPIRE HOTEL //ANGKOR HOLIDAY HOTELหรือเทียบเท่า

วันที่สาม        ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าไหม – ศูนย์ฝึกวิชาชีพ – วัดพระพรหมรัตน์ – ตลาดซาจ๊ะ –  สนามบินเสียมเรียบ – ดอนเมือง

เช้า        บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม (มื้อที่ 6)

ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าไหม+ศูนย์ฝึกวิชาชีพ ศูนย์รวมหัตกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงงานหัตถกรรมทอผ้ารวมถึงการสืบทอดศิลปกรรมโบราณให้ของคนท้องถิ่นให้ดำรงอยู่สืบต่อไป

วัดพระพรหมรัตน์ ภายในพระวิหารของวัด มีพระนอนศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างด้วยกาบเรือของพระชื่อดังที่ชื่อว่า Preah Ang Chong Han Hoy ที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวพนมเปญ และ กัมพูชา มาตั้งแต่สมัย พ.ศ.1900 ภายในโบสถ์มีพระประธานที่ถูกสร้างอย่างเรียบง่าย แต่หากเดินไปทางด้านหลังพระองค์ใหญ่นั้น นักท่องเที่ยวก็จะได้พบพระนอน ที่นอนซ่อนตัวอยู่ด้านหลังอย่างน่าเลื่อมใส ภายนอกอาคารของวัดมีศาลารายที่ประดับตกแต่งด้วยภาพพุทธประวัติซึ่งเป็นศิลปะแบบใหม่ที่ศิลปินแนวใหม่ของกัมพูชาสร้างสรรค์ขึ้นมีเอกลักษณ์แตกต่างตรงเล่นความนูนต่ำที่ยื่นออกมาจากฝาผนังให้ดูมีมิติมากขึ้นนั่นเอง

กลางวัน      บริการอาหาร ณ ภัตตาคาร  (มื้อที่ 7 )

ตลาดซาจ๊ะ แหล่งซ้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็นตลาดเก่าแก่ ที่มีอาคารร้านค้าที่สร้างในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง รูปทรงทางสถาปัตย์ส่วนมากจึงออกไปแนวยุโรป ในตลาดซาจ๊ะ จะขายที่ระลึกที่เป็นสินค้าพื้นเมืองของเขมร ด้านหน้าตลาดจะเป็นผลิตภัณฑ์ของแห้งจากโตนเลสาบ ได้แก่ปลากรอบ หรือปลาย่าง ปลาช่อนแดดเดียว กุนเชียง และปลาที่อยู่ในโถ เช่นปลาร้า ปลาหมักชนิดต่างแบบเขมร  ลึกเข้าไปในตลาดจะเป็นตลาดสด ขายพวกพืชผักและผลไม้ต่างๆ บางอย่างก็นำเข้าจากไทย ส่วนอีกซีกหนึ่งจะเป็นตลาดปลาสดๆที่มาจากทะเลสาบโตนเล มีปลาหลากหลายชนิดมาก เด่นๆ ก็มีปลาเนื้ออ่อน ปลาดุก ปลากด ปลาเทโพ ปลาสวาย ช่วงเย็นๆบริเวณหน้าตลาดจะคึกคักไปด้วยคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว หากมีเวลาก็น่าจะใช้บริการรถสามล้อของเขมรพาเที่ยวรอบเมืองเสียมเรียบในราคาไม่แพงนักอีกด้วย สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานนานาชาติเสียมเรียบ

15.15 น.      เหินฟ้าสู่ เมืองไทย โดยสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบินที่ FD 610 (ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที)

16.35 น.      เดินทางถึงเมืองไทย พร้อมกับความประทับใจ